[Fic]Memorable memoir-HanxChul
posted on 31 Oct 2008 21:15 by chocobank
Title : memorable memoir
Couple : Hannie x Heenim
Author : chocobank
Rating : G
Author’s Talk : ผลงานชิ้นแรก ฝากตัวด้วยคับ ติชมเต็มที่เลย ละก็ดองนานมากเพราะว่างานยุ่งคับ
Prologue
“เราเลิกเถอะ ฮีซอล” เสียงลาจากพร้อมแผ่นหลังค่อยๆเลือนหายไปกับความว่างมืดมิด ไร้คำอ้อนวอนขอร้องใดๆ หากแต่มีเพียงน้ำที่รินไหลลงบนแก้มอันบอบบาง ริมฝีปากแดงระเรื่อที่กัดเม้มจนเลือดแดงสดซึมออกมา “เจ๊...เฮ้ยย...ตื่นได้แล้ว เจ๊..” น้ำเสียงที่แสดงความปลอบโยนพร้อมเรียวแขนที่แข็งแรงช้อนร่างผอมบางพร้อมเขย่าเล็กน้อยเพื่อปลุกผู้นิทราให้ตื่นจากภวังค์ “กัดริมฝีปากอีกแล้วนะ นายนี่น๊า...” เสียงใสๆของหนุ่มน้อยหน้านิ่งผมดำเข้ม แต่บัดนี้ฉายแววตาของความห่วงใยออกมาจากดวงตาอย่างชัดเจน ตำหนิเจ้าตัวเล็กก่อนบรรจงใช้มือเช็ดเลือดออกจากริมฝีปากแดงระเรื่อรวมถึงน้ำตาออกจากแก้มเนียนใส “คิบอม…ฉัน..” ผู้ฝันร้ายเรียกชายหนุ่มที่ปลุกเขาด้วยเสียงอันสั่นเครือ แต่หนุ่มน้อยคู่สนทนากลับสายหน้าเบาเป็นคำตอบ ก่อนจะวางร่างอันบอบบางลงบนเตียงสีขาวสะอาดพร้อมด้วยคำส่งท้ายว่า “พักผ่อนซะ ฮีซอล..ไม่มีอะไรต้องกังวล ฉันจะอยู่ข้างๆนายเอง.. ” รอยยิ้มของคนที่กล่าวราตรีสวัสดิ์และจุมพิตละมุนที่บนหน้าผากคือสิ่งสุดท้ายที่ฮีซอลเห็น ก่อนที่คืนอันโหดร้ายจะพ้นผ่านไป เช้าวันรุ่งขึ้น“คิบอมมมมมมมม..ฉันเจ็บปากจังเลย ทำไมนายไม่ปลุกฉันให้เร็วกว่านี้น่ะ ใจดำที่สุด!!” เจ้าหนุ่มร่างเล็กตัดพ้อเพื่อน พร้อมกับกุลีกุจอเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อรีบลงไปทันเข้าแถว“โห!! อะไรเนี่ย ฉันผิดเฉยอ่ะ..รู้งี้วันหลังจะปล่อยให้กัดปากให้เลือดหมดออกให้หมดตัวเลย เผื่อไอเรื่องที่เก็บกดมันจะได้ออกมามั่ง” ผู้โดนตำหนิสวนกลับพร้อมกลับกุลีกุจอแต่งตัวเช่นกัน มิเช่นนั้นคงไปเข้าแถวช้าและโดนอาจารย์เล่นงาน“เฮ้ย!! นายว่าฉันเป็นหมาหรอ...แล้วใคร ใครเก็บกด..โหย งี้มันต้องโดนซักป๊าบ” ฮีซอลควงหมัดน้อยๆ ของตนพร้อมวิ่งไล่คิบอมที่วิ่งโล่นำไปล่วงหน้าก่อนแล้ว เด็กหนุ่มสองคนวิ่งไล่กันอย่างสุนกสนานก่อนไปเข้าแถวได้ทันอย่าฉิวเฉียดหวิดไม้เรียวของอาจารย์ หากมองอย่างผิวเผินแล้วคิม ฮีซอลก็เป็นเหมือนเด็กวัยรุ่นปกติที่ร่าเริงค่อนข้างพูดมากโดยทั่วไป แต่หากได้ใกล้ชิดสินทสนมแล้วละก็จะรู้ว่าหนุ่มร่างบาง ผมสีน้ำตาลทองสว่าง ที่มีดวงตาดำกลมโต ผิวเนียนใสคนนี้มีอดีตที่ขมขื่นฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ เพียงแต่ซ่อนไว้ใต้หน้ากากแห่งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเท่านั้นเองคิบอมและฮีซอล เป็นนักเรียนชั้นปี 2 ซึ่งเป็นปีรองสุดท้ายโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งโรงเรียนที่ฮีซอลและคิบอมอยู่นั้นเป็นโรงเรียนประจำชายล้วนในกรุงโซล ก ตั้งแต่ชั้นปี1 - 3 แต่ละชั้นมี 4 ห้อง แบ่งเป็นสายได้แก่สายวิทย์ ศิลป์-คำนวณ ศิลป์-ภาษา และศิลป์ทั่วไป หรือศิลป์เด็กไม่เรียนในความคิดของ ฮีซอลนั่นเอง ซึ่งในส่วนหอพักนั้นแบ่งเป็นห้องๆ ห้องละ 2-3 คน ดั่งนั้นโรงเรียนจึงมีบริเวณพื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง รวมถึงร่มรื่นเพราะมีต้นไม้ถูกปลูกตามส่วนต่างๆเป็นจำนวนมาก หน้าเสาธง วันแรกของภาคการศึกษา“สวัสดีนักเรียนทุกคน ..วันนี้ครูมีนักเรียนใหม่มาแนะนำ เค้าชื่อ ฮันเกิง เป็นคนจีนย้ายมาเรียนเลยเชียวอ่ะ หวังว่าทุกๆคนคงจะสนิทกะเพื่อนใหม่ได้ในเร็ววัน แล้วอย่าลืมแนะนำการใช้ชีวิตประจำรวมถึงวัฒนธรรมและภาษาเกาหลีให้นายคนนี้ด้วยละ โดนเฉพาะนักเรียนชั้น ปี2” อาจารย์ฝ่ายปกครองแนะนำเด็กนักเรียนใหม่ปี2 ซึ่งทำให้เกิดเสียงฮือฮาอย่างยิ่งในกลุ่มนักเรียนทกคนเพราะว่า เป็นที่รู้กันดีว่าการเข้ามาศึกษาในโรงเรียนนี้จะต้องสอบคัดเลือกมาตั้งตีปี1 เท่านั้น ซึ่งหากสามารถเข้ามาได้กลางเทอมหรือ ในระดับชั้นอื่นๆแสดงว่าจะต้องเป็นคนที่มีเส้นสายที่แข็งแรงไม่ก็มีอำนาจหรือ ฐานะการเงินที่ค่อนข้างร่ำรวยทีเดียว“เอาล่ะ ฮันเกิงไปแนะนำตัวหน่อยสิ” อาจารย์กล่าวพร้อมกับตบบ่าเด็กหนุ่มร่างไม่ล่ำมาก ผิวขาว สูง ผมดำขลับซอยเป็นทรง หน้าตาซื่อๆออกแนวหงิมๆด้วยซ้ำ เพื่อนใหม่ยิ้มเบาๆเป็นเชิงรับรู้และออกมาที่แท่นไมโครโฟน ซึ่งฮีซอลคิดว่าเขาเป็นคนที่หน้าตาดีทีเดียว หากความคิดนี้ไม่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยคำแนะนำตัวที่เป็นคำพูดที่หยาบคายที่สุดและทุเรศที่สุดที่ฮีซอลเคยได้ยินมา“สวัสดี พี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆทุกคน ผมฮันเกิงนะครับ เรียกผมว่าฮันคยองก็ได้ครับ ” เสียงทุ้มต่ำกล่าวก่อนจะยิ้มและพูดต่อว่า “ผมเป็นคนง่ายๆ สบายๆ แต่สิ่งที่ผมเกลียดคือ พวกโฮโม ยังไงก็ต้องขอฝากตัวด้วยนะครับ ขอบคุณครับ” กล่าวจบและเดินถอยหลังไปพร้อมเสียงปรบมือจากนักเรียนและเสียงหัวเราะจากคนที่ชอบใจ แต่ในบรรดานักเรียนเสียงปรบมือทั้งหมดนั้นก็มีสีหน้าของนักเรียนบางคนที่แสดงความไม่พอใจออกมาค่อนข้างชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหนุ่มร่างบาง คิม ฮีซอล และฮีซอลก็เม้มฝีปากบ่นอุบอิบคนเดียวว่า “คนขวางโลก..ฉันจะไม่ยอมเป็นเพื่อนกับนายอย่างแน่นอน ไอเจ๊กบ้า!”
____________________________________________________________________
Part 1
คนไรขวางโลกชะมัด! ฮีชอลยังคงบ่นกระปอดประแปดพร้อมกับกระแทกกระเป๋าหนังสือลงบนโต๊ะเรียนด้วยอารมณ์ที่ขุ่นเคือง และหันไปสบตาคิบอมเป็นเชิงถามความเห็น หากแต่ได้คำตอบเป็นเพียงใบหน้านิ่งๆ เจือด้วยรอยยิ้มบางๆเท่านั้นเฮ้อ หนุ่มน้อยถอนหายใจเบาๆกับอุปนิสัยกวนๆของคิบอม ใจเย็นจนดูเหมือนไร้ความรู้สึก นิ่งจนเหมือนกับเย่อหยิ่ง แต่ภายใต้ใบหน้าที่ยากจะเดาอารมณ์นั้น ฮีชอลรู้ดีกว่าคิบอมคือคนที่เป็นห่วงเป็นใยเขากว่าใคร" เจ๊!!!....คิบอมมมมมม.." เสียงตะโกนจากด้านหลัง และเมื่อทั้งคู่หันไปก็พบกับชายรูปร่างค่อนข้างอ้วน..อ้วนเลยล่ะ แต่มีสายตาที่แสนอ่อนโยนที่กำลังพาร่างอันพลุ้ยวิ่งมาหาทั้งสองพร้อมโบกมือทักทาย" ดีอ้วน! " คิบอมกล่าวทักทายโดยไม่สบสายตาของผู้ถูกว่าที่จ้องจะกระชากเลือดหน้าอยู่ใกล้ๆ " สวัสดีชินดง..... หืม! อย่าไปสนใจคิบอมเลยนะ..ว่าชินดงที่ออกจะน่ารักได้ไงฮึ..ประสาท!! เนอะๆ ชินดงเนอะ " ฮีชอลต่อว่าคิบอมก่อนจะหันไปยิ้มหวานให้ชินดง" ใช่ๆ โอ๊ย เจ๊น่ารักไม่ไหวจะเคลียร์ อย่างงี้ไง! ใครๆถึงได้ร๊ากกกก..... จริงป๊ะ คิมคิบอมมม " ชินดงยิ้มร่าก่อนที่จะหันมายิ้มแบบมีเลศนัยให้กับคิบอม" อ่ะๆ เงียบๆ แทงใจดำหรออออ " ชินดงได้ทีเล่นต่อ โดยสังเกตเห็นใบหน้าคนนิ่งๆเริ่มออกอาการแดงระเรื่อ" ชินดง!? " ฮีชอลส่งสายตาดุให้ชินดง" เง้อ..ไม่มีรายร๊อก!! " ชินดงหลบสายตามองหนังสือขวับกวนติง หนุ่มน้อยค้อนขวับ แสดงความงอนอย่างชัดเจน ฮีชอล คิบอม และชินดง เรียนห้องเดียวกันคือ ปี2 ห้อง 1 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเรียนดีทั้ง 3 คนเลยทีเดียว โดยที่คิบอมนั่งทางขวาของฮีชอล ส่วนชินดงนั่งอยู่ด้านหลัง นอกจากนี้ทั้งสามคนยังเป็นเพื่อนสนิทกันมานับตั้งแต่เข้าโรงเรียนสมัยม.ต้นเลยทีเดียว แต่ส่วนหอพักนั้น ฮีชอลพักอยู่กับคิบอม ส่วนชินดงนั้นพักอยู่อีกห้องหนึ่ง " ฮีชอล " ชินดงร้องเรียก " หืมมม..ม " เจ้าตัวเล็กตอบกลับโดยไม่ได้หันมามองหน้าด้านซึ่งมีสายตาที่เป็นห่วงเป็นใยของชินดงมองมาอยู่ " เมื่อเช้านายไม่เป็นไรนะ " ชินดงเอื้อมมือมาตบบ่าเพื่อนรักเบาๆ " อื้อ! คนรกโลกพรรค์นั้นไม่ทำให้ฉันเป็นอะไรได้ร๊อก.. " ฮีชอลหันมายิ้มหวานให้ชินดงเห็นว่าตนไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ "อ่อ.. ขอบใจนะชินดง " ฮีชอลยิ้มละมุน " ขอร้าบบบบ " ชินดงยิ้มหน้าบาน " กริ๊งงงงงง...ง " เสียงออดร้องลั่นทั่วโรงเรียนเป็นสัญญาณให้รู้ว่าถึงเวลานรกแห่งบรรดาเด็กขี้เกียจเรียนทั้งหลายแล้ว และในห้องเรียนห้องนี้ก็เช่นเดียวกัน ทุกคนต่างจดจ้องพร้อมด้วยใจที่ภาวนาไปหน้าประตูว่า “อย่าเปิดออกมา อย่าเปิดออกมา” แต่ในที่สุดนักเรียนทั้งห้องก็ไม่อาจพ้นกงล้อแห่งชีวิตการศึกษาได้ ลูกบิดสีเงินถูกหมุนจากฝั่งตรงข้ามอย่างช้าๆ.. เสียงประตูไม้ลั่นดังเอี๊ยดอ๊าดแสดงถึงอายุอันเก่าแก่ของมันค่อยๆถูกเปิดออกมา ฮีชอลค่อนข้างคุ้นเคยกับภาพแห่งการเริ่มต้นนี้เป็นอย่างดี หากแต่วันนี้ ณ เวลานี้ นอกจากอาจารย์ที่เข้ามาในห้องแล้ว เด็กผู้ชายตัวสูง ผมดกดำซอยตั้งโด่เด่เล็กน้อย คิ้วเข็ม ตาดำขลับมีแววอ่อนโยน จมูกโด่งเป็นสัน ริมผีปากสีแดงระเรื่อมีเสน่ห์ดั่งนายแบบ นายคนนี้เรียกเสียงฮือฮาจากคนทั้งห้อง..เพราะความดูดีของเขา...ใช่ฮีชอลยอมรับ หากแต่ตอนนี้ในใจของฮีชอลกำลังเต็นระรัว..ด้วยความสับสน..และเดือดดาล “นายคนนี้อยู่ปี2 ระดับเดียวกับเรา” ฮีชอลนึกในใจ“นายคนนี้ยืนอยู่หน้าห้องเรา” ฮีชอลทบทวนในใจ“นายคนนี้...ก็ต้องเรียนห้องเดียวกับเรา” ฮีชอลเริ่มหน้าเบ้“ที่สำคัญกว่านั้น..โต๊ะทางซ้ายของเรา...”“คิมฮีชอล!!” เสียงเรียกของอาจารย์ฉุดฮีชอลออกจากห้วงความคิด“คะ...ครับ” ฮีชอลตอบรับ“หืม..!! ตะลึงเพื่อนใหม่จนไม่ได้ยินเสียงของอาจารย์เลยหรอ หึหึ” คำหยอกเย้าของอาจารย์สร้างเสียงเฮฮาให้เพื่อนทั้งห้องแต่ตรงกันข้ามกับหนุ่มน้อยที่เริ่มหน้าแดงระเรื่อด้วยความอาย“อ่อ..โต๊ะนักเรียนทางซ้ายของเธอยังว่างอยู่นี่..อาจารย์จะให้ฮันคยองนั่งข้างๆเธอละกันนะ..ฝากดูแลเพื่อนใหม่ด้วยละกัน” อาจารย์ผายมือเชิญเพื่อนใหม่ที่ไม่น่าพิสมัยเลยมานั่งข้างๆฮีชอลที่กำลังมีสีหน้าเหมือนเด็กโดนแกล้ง“เออ หวัดดีครับ.. คิมฮีชอล..ใช่มั๊ย เราฮันเกิง หรือเรียกเราฮันคยองก็ได้นะ” เพื่อนใหม่ทักทายหนุ่มร่างเล็กพร้อมกับรอยยิ้มละไมด้วยสำเนียงแปล่งๆ ฮีชอลเผลอสบตาของเพื่อนใหม่คนนี้แววตาของเขาช่างแสนอ่อนโยน อีกทั้งริมฝีปากที่น่าทะนุถนอมเชิดขึ้นเล็กน้อย ทำให้ฮีชอลใจสั่นอย่างประหลาด หากแต่อคติจากทั้งสองเหตุการณ์ที่ทำร้ายหัวใจของหนุ่มน้อยอย่างแรงทำให้อีทึกตัดสินใจเมินหน้าหนีพร้อมกับพูดตัดบทสั้นๆ “สวัสดี”ฮันคยองรู้สึกเก้อ..แต่ก็ชักมือกลับมาด้วยสีหน้างงๆ“เค้าขี้อายน่ะ” ชินดงแก้ต่างให้เพื่อนรัก ก่อนที่จะชวนฮันคยองคุยพร้อมกับแนะนำตัวเองและคิบอมให้เพื่อนใหม่รู้จัก 12.00 น. กริ๊งงงงง..ง. เสียงกริ่งพักเที่ยงดังขึ้น เป็นสัญญาณให้นักเรียนทุกคนต่างกุลีกุเก็บของพร้อมกับรีบเร่งวิ่งไปยังโรงอาหารเพื่อจับจองที่นั่ง และถ้าหากว่าไปช้านั้นก็หมายถึงกับต้องรอคนที่นั่งอยู่ก่อนทานเสร็จและลุกออกไปซึ่งอาจทำให้เข้าเรียนภาคบ่ายสายทีเดียว แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังบึ่งไปยังโรงอาหารนั้น นักเรียนใหม่อย่างฮันคยองกลับนั่งหน้าซื่อเพราะไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรยังไงและจะไปที่ไหน จนกระทั่งหนุ่มขี้สงสารอย่างคิบอมต้องมาฉุดลากไปกับกลุ่มของตน“ขอบใจนะ คิบอม” ขณะที่กำลังกล่าวขอบใจนั้นสายตาก็พลันเหลือบไปเห็นจี้ห้อยคอรูปหัวใจที่มีเพียงครึ่งเดียวถูกสวมอยู่โดยคิบอมซึ่งทำให้ฮันคยองรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดแต่ก่อนจะถามอะไรนั้นคิบอมก็เปรยคำขอบคุณพร้อมกับรีบเก็บจี้ห้อยคอใส่ลงไปในเสื้อของตนก่อนจะเดินนำหน้าไป เมื่อไปถึงโต๊ะอาหาร ฮีชอลเป็นคนแรกที่เลือกที่นั่ง โดยกระชากคิบอมมานั่งข้างๆ ก่อนที่จะปล่อยให้ฮันคยองกะชินดงเลือกที่นั่งกันเอง หลังจากนั่นทั้งสี่คนก็ตกลงกันว่าฮีชอลกะคิบอมจะเฝ้าโต๊ะให้โดยให้ชินดงพาเพื่อนใหม่ไปซื้ออาหารกลางวันก่อน“คิมคิบอม” ฮีชอลเปิดประเด็นขณะที่ชินดงพาฮันคยองไปซื้ออาหารกลางวัน“หืม.” คนพูดน้อยตอบรับ“นายไปพาตานั่นมาด้วยทำไมห๊ะ!” เจ้าตาโตจ้องด้วยสายตาเอาเรื่อง“สงสาร” คนพูดน้อยตอบสั้นๆ พร้อมกับกระดิกคิ้วสองที“โห..นายนี่พูดง่ายเนอะ แล้วสงสารฉันบ้างป่ะนี่” เจ้าตัวเล็กเบ้ปากขมุบขมิบก่อนที่จะเริ่มเขี่ยอาหารในจานเล่น“ป๊อก!” คิบอมเอาด้ามช้อนกระแทกหน้าผากคนหาเรื่องเบาๆและก่อนที่ฮีชอลจะอ้าปากโวยวาย พ่อคนเงียบก็ตักแอปเปิลเขียวในจานเข้าปากบางๆก้อฮีชอลก่อนที่จะได้พูดอะไร “เจ๊ เป็นคนมองคนแค่ภายนองตั้งแต่เมื่อไหร” คิบอมกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “โห...ก้อดูไอ้คนจีนนั่นดิ..” เจ้าตัวเล็กยังคงดื้อ แต่ก่อนที่จะพุดจบก็มีเสียงของคนที่ถูกกล่าวถึงแทรกขึ้นก่อน“เราทำไมหรอ” ฮันคยองกล่าวพร้อมกับวางถาดอาหารลงและมองตาฮีชอลอย่างใคร่รู้ในคำตอบ“อ่อไม่มีอะไรหรอก ฮีซอลเค้าบอกว่าไม่คอยกล้าคุยกะนายนะ” คิบอมตอบแทนพร้อมหันไปมองชินดงซึ่งรู้งานและช่วยเสริมทักทันที“อื้อๆ ..ใช่ๆ เจ๊เค้ามะค่อยถูกกับคนตัวสูงๆ ล่ำๆแบบนายน่ะ เนอะๆ เจ๊” ชินดงร่วมด้วยช่วยกัน“เออๆ” ฮีชอลตอบรับอย่างยอมจำนนในวิธีการรวมหัวของเพื่อนรักทั้งสอง ก่อนที่จะหยิบทิชชู่ริมโต๊ะเพื่อมาเช็ดปากหากแต่กลับเผลอปัดมือถือหล่นข้างๆโต๊ะซะก่อน และในช่วงเวลาที่โทรศัพท์มือถือกำลังร่วงลงมาฮีชอลรีบคว้ามือไปเก็บ แต่ขณะนั้นเองมือของฮีชอลก็ถูกคว้าขึ้นมาพร้อมกับโทรศัพท์โดยมือของฮันคยอง“เอ่อ.. ไม่เป็นไรนะ” ฮันคยองกล่าวขณะที่กุมมือน้อยๆอันบอบบางของฮีชอลไว้ ซึ่งความรู้สึกนี้ทำให้ภาพบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวของฮีชอลอย่างรวดเร็ว.... ผู้ชายคนนั้น...สัมผัสนี้...ความรู้สึกนี้...ทำไมนะ..ทำไมถึงรู้สึกเหมือนคนๆนั้น คำพูดคำนี้..ทำไมนะ ทำไมมันเหมือนกันไปหมด.. “พี่..ยอง..อุ…” ฮีชอลหลุดปากเอ่ยชื่อคนบางคนออกมา“ฮีชอล!” ฮันคยองกระชับมือหนุ่มน้อยแน่นพร้อมกับเขย่าๆเบาเมื่อเห็นเขานิ่งไป แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้น น้ำตาจากดวงตาคู่สวยกำลังไหลรินออกมาช้าๆ..ต่อหน้าทั้งสามคน“ปล่อย..ฉันเจ็บ” ฮีชอลพูดเบาๆ สบัดมือคู่ออกจากมือของฮันคยอง และลุกออกจากโต๊ะวิ่งหนีไปทิ้งให้ ชินดงกับฮันคยองสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหากแต่มีเพียงคิบอมเท่านั้นที่เป็นปกติเหมือนกับรู้เรื่องราวทุกอย่างว่ามีสาเหตุมาจากอะไร“ฉันบอกแล้ว เจ้านั่นกลัวคนตัวใหญ่” คิบอมกล่าวด้วยวาจาเหมือนจะตลกหากแต่ใบหน้าของเขาตอนนี้ดูเคร่งเครียดเกินกว่าจะกล่าวเช่นนั้น ก่อนที่จะลุกวิ่งตามฮีชอลออกไป ฮีชอลรู้สึกผิดและสับสนว่าตนทำอะไรผิดกันแน่..และน้ำตาของฮีชอลนั้นทำให้เค้ารู้สึกบางอย่างเช่นเดียวกัน ความรู้สึกเหมือนกับที่เค้าเคยรู้สึกกับคนหนึ่ง ความรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูกว่าทำไม“ฮันคยอง อย่าคิดมากเลยนะ..” ชินดงตบบ่าเพื่อนเบาๆ ฮันคยองหันไปทางต้นเสียง แววตาของเขาดูร้อนรนและแสวงหาคำตอบในสิ่งที่เกิดขึ้น“ไม่ต้องคิดมากหรอกนะ.. ฮีชอลคงไม่สบายนะ” ชินดงปลอบประโลนด้วยรอยยิ้มจางๆ หากแต่มีค่านักต่อความรู้สึกของเพื่อนใหม่ยิ่งนักในเวลานี้“แต่..” ฮันคยองจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่ถูกชินดงตัดบทโดยการส่ายหัวช้าๆ ประมาณว่าไม่เป็นอะไรจริงๆก่อนที่ทั้งคู่จะพากันออกจากโรงอาหารไป“ฮีชอล..” ฮันกยองเปรยออกมาเบาๆ ณ ดาดฟ้าโรงเรียน ฮีชอลนั่งกอดเข่าอุดอู้อยู่คนเดียว เขาเหม่อมองก้อนเมฆ และท้องฟ้าด้วยแววตาอันเศร้าสร้อย เขารู้ว่าจริงอยู่ ที่ฮันคยองพูดไม่ดีเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเป็นตอนหน้าเสาธงและทำเขาอายตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาในห้อง และที่แย่ไปกว่านั้น ทำไมความรู้สึกที่ฮีชอลมีต่อเพื่อนใหม่คนนี้ถึงเหมือนกับที่ฮีชอลมีให้กับคนๆนั้นมากมายขนาดนั้น มันช่างเหมือน เหมือนกันเหลือเกิน...และนับตั้งแต่วินาทีแรกที่ฮีชอลได้พูดคุยกับฮันคยอง เห็นแววตาคู่นั้น สัมผัสกับมืออันอบอุ่นนั้น ฮีชอลไม่รู้สึกถึงความไม่ดีในตัวของฮันคยองเลย หากแต่เป็นความอ่อนโยนต่างหากที่เขารับรู้ได้ ซึ่งทำให้เขารู้สึกผิดต่อนายคนนี้ยิ่งขึ้นไปอีก“รู้สึกผิดก็ไปขอโทษเขาซะสิ “ เสียงจากคิบอมทำเอาฮีชอลสะดุ้ง เขามาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร หรือบางที เขาคงใจลอยมากไป จึงไม่ได้สนใจกับสิ่งรอบข้าง“คิบอม..ฉัน” ฮีชอลเหมือนจะงอแงอีก“ไม่ต้องแล้ว ฉันเข้าใจ” คิบอมโอบหัวของฮีชอลมาซบตรงแผ่นอกหนาของตนเบาๆ ก่อนที่ฮีชอลจะโอบกายอันอบอุ่นของเพื่อนคนนี้ที่เข้าใจเขาดีเป็นที่สุด...นี่สินะ..คือความหมายของเพื่อนแท้..แม้ไม่ต้องกล่าวอะไรมากมาย แต่ก็สัมผัสได้เพียงแค่เห็นแววตา ฮีชอลตื้นตันและสับสนจนน้ำตาเร่มเอ่อล้นออกจาตาคู่สวยของฮีชอล คิบอมรับรู้และลูบผมของเจ้าขี้แงเบาๆ“ขี้แงอีกแล้ว เดี๋ยวตาสวยๆก็ซ้ำหมดหรอก” คิบอมเปลี่ยนจากสีหน้าเรียบเฉยเป็นยิ้มกว้างให้เจ้าตัวเล็กที่บัดนี้ดวงตาฉ่ำไปด้วยน้ำตาก่อนจะหันไปมองท้องฟ้าและกล่าวเบาๆ“ฟ้าสร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้เราเสมอรู้มั๊ย และหากสิ่งที่เรากำลังเผชิญเป็นความเจ็บช้ำก็จงยินดีกับมันเพราะอาจเป็นความเจ็บช้ำที่เล็กน้อยที่สุดที่ฟ้าคัดเลือกให้มันเกิดกับเรา หากวันหนึ่งฟ้าใจดี..บางที..นายอาจเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกเลยรู้รึเปล่า” คิบอมใช้มือปาดน้ำตาออกจากดวงตาคู่สวยของอีทึก ทั้งสองสบตากัน สายตาที่คิบอมมองฮีชอลนั้นช่างอ่อนโยนและมีความหมายหาสิ่งใดเปรียบนัก ฮีซชอลและคิบอมเริ่มหวั่นไหวกับความเรียกร้องลึกๆภายในใจของตน ริมฝีปากแดงระเรื่อของทั้งสองเผยอเข้าใกล้กันทีละนิด ทีละนิด เจ้าตัวเล็กหลับตาพริ้ม คิบอมจ้องมองหน้าเพื่อนรักด้วยความรู้สึกอันสับสน..กับความต้องการในจิตใจที่ร่ำร้อง..จังหวะหัวใจของเขานั้นเต้นระส่ำระส่าย ริมฝีปากของทั้งคู่ใกล้เข้าไปจวนจะสัมผัส หากแต่ก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดกว่านี้แสงสว่างจากจี้คอรูปหอยของคิบอมดันสะท้อนแสงอาทิตย์ขึ้นแยงตาเขาและทำให้คิบอมมีสติรีบผลักฮีชอลออกจากตน ทั้งสองคนเริ่มรู้สึกอายต่อกันและกัน “ฉันขอโทษ” ทั้งสองกล่าวขึ้นพร้อมกัน ใบหน้าแดงเปล่งปลั่งออกมาอย่างชัดเจน“เกือบเนอะๆ” ฮีชอลหัวเราะขำๆ กับอาการเก้ๆกังๆของคิบอมซึ่งเห็นได้อย่างในหนุ่มเงียบขรึมคนนี้“ตลก!” คิบอมทำหน้าไม่รับรู้ ก่อนที่จะตีหัวเพื่อนรักเบาๆ“อ๊าว..หาเรื่องนี่ โห หลงเจ๊ก้อบอกเฮอะ..’ กำปั้นของผู้โดนแกล้งหมุนควงไปกับอากาศหมายจะตุ๊บเข้าที่หน้าของผู้แกล้งแต่คิบอมก็ลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีก่อนพร้อมกับตะโกนหลับหลังมา“ไม่เป็นไรก้อดีละ เลิกบ้าได้แล้ว” คิบอมโบกมือเบาๆเป็นเชิงว่าไปก่อนนะ พร้อมกับทิ้งคำพูดไว้ให้ฮีซอลขบคิด“ขอบใจนะดงเฮ” เขาคิดในใจก่อนจะวิ่งลงบันไดไปทิ้งเพื่อนรักไว้เบื้องหลังเพียงคนเดียว“เฮ้อ...ใช่สิ..คิบอมพูดถูก” ฮีชอลเริ่มทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เช้า ฮันคยองไม่ได้ผิดอะไร เขาไม่ควรมารับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เขาไม่ได้ทำ และบางทีที่นายคนนั้นบอกว่าเกลียดโฮโม มันอาจมีสาเหตุเหมือนกับที่ตนพบเจอมาก็ได้ ยิ่งคิดยิ่งทำให้ฮีชอลเริ่มรู้สึกไม่สบายใจและอยากไปขอโทษฮันคยองมากยิ่งขึ้น และเมื่อตัดสินใจได้แล้วเจ้าตัวเล็กก็ปาดน้ำตาพร้อมกับบิดขี้เกียจก่อนจะวิ่งไปที่ห้องเรียนเพื่อสะสางความรู้สึกนี้ออกไป“ ฮันเกิง” ฮีชอลสะกิดไหล่ที่หนาและล่ำของเพื่อนใหม่ที่กำลังฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะ และรู้สึกผิดกว่าเดิมอีกหลายเท่าเมื่อฮันคยองกุลีกุจอลุกขึ้นมาขอโทษตน“เอ่อ หากเราทำอะไรไม่ชอบใจไปก็ขอโทษด้วยนะ” ฮันคยองสบตาฮีชอลทำให้อีทึกเริ่มหน้าแดงเพราะสายตาของฮันคยองช่างอ่อนหวานเหลือเกิน“เราต่างหากที่ต้องขอโทษนายน่ะ..แฮ่ะ” ฮีซอลยิ้มแบบทำหน้าไม่ถูกโดยที่เจ้าตัวหารู้ไม่ว่าสายตาของเขานั้นก็ทำให้ฮันคยองรู้สึกแปลกๆในใจเช่นเดียวกัน“อื้ม แต่นายไม่เป็นอะไรแน่นะ กับเรื่องเมื่อตอนกลางวัน” ฮันคยองถามด้วยความห่วงใย“อื้ม..เราปวดหัวนะ” เจ้าตัวเล็กแก้ตัวน้ำขุ่นๆ พยายามหลบสายตาของฮันคยองก่อนจะเดินเก้ๆกังไปที่โต๊ะของตน หากแต่ด้วยความซุ่มซ่ามเป็นทุนเดิมหรือบุพเพก็สุดแล้วแต่จะประมาณทำให้ฮีชอลสะดุดขาเก้าอี้ตัวเอง และก่อนที่หน้ากำลังจะกระแทกลงกับพื้นห้อง ร่างเล็กๆของเขากำลังล้มลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก ฝ่ามือหนาใหญ่ได้เข้ามาโอบร่างกายอันบอบบางของเขาพร้อมกับเอี้ยวตัวเอาตัวเองลงกระทบพื้นเอง โครม!!! เสียงดังจากเก้าอี้และตะล้มระเนระนาด ทุกคนรีบมามุ่งดูว่าเกิดอะไรขึ้น หากแต่ภาพที่ทุกคนได้เห็นกลับเป็น หนุ่มร่างใหญ่ถูกหนุ่มร่างเล็กนอนค่อม..ริมฝีปากทั้งสองประกบกัน ฝ่ามือหนาของฮันคยองโอบตัวฮีชอลไว้อย่างทะนุถนอมเป็นที่สุด ประดุจคนตัวเล็กจะเป็นอะไรไป เมื่อได้สติ ฮีชอลตาเบิกกว้าง ภาพคนๆนั้นผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง ริมฝีปากที่เร่าร้อน แต่ละมุนละไมที่บดขยี้กับปากของตน ความรู้สึกนี้มันช่างน่าถวิลหาแต่อีกนัยหนึ่งมันช่างโหดร้ายจริงๆ ฮีชอลรู้สึกแบบนั้นไม่ได้ ฮันคยองไม่ใช่คนๆนั้นจะเอาใครแทนความรู้สึกกันไม่ได้ กลับกันในขณะที่อีทึกกังวลไปต่างๆนานานั้น ฮันคยองกลับรู้สึกถึงความอ่อนโยนในริมฝีปากสีแดงระเรื่อของฮีชอล มันอ่อนหวานและละมุนละไมจนเกินกว่าจะเป็นรสจูบของ ผู้ชาย!“เอ่า..คิมฮีชอล ฮันเกิง..แหม่ๆ สนิทกันไวจังเลยนะ” เสียงของอาจารย์ที่กระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ข้างหน้าทำให้ทั้งสองผละออกจากกันเหมือนแม่เหล็กขั้วเดียวกัน“เอาละๆ ไปเรียนๆกันได้ละ แหม่ๆ มาเรทกันคาบอาจารย์เฉยอ่ะ” คำพูดของอาจารย์เรียกเสียงฮาของทั้งห้องได้เหมือนเคย“มันเป็นอุบัติเหตุครับอาจารย์” ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน ทำเอาทั้งห้องหันมามองทั้งสองคนอย่างมีเลศนัยกว่าเดิม“อืม!” อาจารย์ยิ้มกว้างก่อนจะเริ่มสอนคาบเรียนคาบบ่ายเต็มไปด้วยความอึดอัดสำหรับฮีชอล เขาพะว้าพะวงเกินกว่าจะเรียนได้ ฮันคยองเกลียดโฮโมไม่ใช่หรอ เค้าจะโกรธเรามั๊ยนะ เอ๋ แต่ทำไมเขาถึงหันมามองเราบ่อยนักใช่ๆ เค้าคงต้องการขอโทษเราแหงมๆ เจ้าตัวเล็กคิดในใจพยายามหาข้ออ้างต่างๆนานา หากแต่เมื่อหันไปฮันคยอง ฮันคยองก็ยิ้มแฮะๆ พร้อมกับกล่าวๆขอโทษ เหมือนที่เขาคิดไว้แล้วไม่มีผิด“เอ๊า...สบตากันอีกแล้ว..พวกเธอนี่ แปลกๆน๊ะ..” อาจารย์ยังคงแซวไม่เลิกเรียกเสียงฮาของทั้งห้องได้อีกครั้ง จนกระทั่งคู่ได้รับการโหวตเป็นคู่รักไวไฟคู่ใหม่ไปแล้ว หากแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ คิบอมที่นั่งอยู่ข้างๆ อีทึกมีสีหน้าที่ดูไม่สบายใจอย่างประหลาด โดยมีชินดงดูสถานการณ์พร้อมกับตบบ่าๆ เพื่อนเบาๆอยู่เช่นกัน และด้วยเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้นี่เองที่เกิดขึ้นกับฮีชอลและฮันคยองทำให้อาจารย์ตัดสินใจให้ฮันคยองมาอยู่หอห้องเดียวกับฮีชอลและคิบอมเพราะเห็นว่าทั้งคู่ดูสนิทสนมกันดี จนฮีชอลรู้สึกอยากจะร้องไห้กับสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมหันไปส่งสายตาเคืองๆให้คิบอมพร้อมกับบ่นอุบอิบเป็นนัยว่า ไหนนายบอกว่าฟ้าสร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้ไง แต่คิบอมก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้และช่วยฮีชอลเก็บของต่อไป เย็นวันนั้นทั้งสี่คนซึ่งได้แก่ ฮีชอลหนุ่มผมทองร่างบาง หนุ่มร่างใหญ่สูงล่ำฮันคยอง คิบอมหนุ่มขรึมหน้าหล่อ และชินดงหนุ่มอ้วนผู้น่ารัก กินข้าวเย็นด้วยกัน ทั้งสี่คนเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น ฮีชอลเริ่มกล้าเล่นกับฮันคยองมากขึ้นหากแต่ภายในใจยังครุ่นคิดถึงเรื่องที่เพื่อนใหม่คนนี้เกลียดโฮโมรวมถึงภาพความทรงจำของตน จะถามก็ไม่กล้าได้แต่เหมือนจะพูดแต่เปลี่ยนเรื่องไปก่อน จนในที่สุดตัดสินใจไว้ถามเมื่อมีโอกาสอยู่กันสองคนดีกว่าจึงเก็บงำความรู้สึกนี้ไว้คนเดียว ณ หอตอนกลางคืน หลังจากกลับมาจากทานอาหารเย็นแล้ว ฮีชอลก็ขอปลีกตัวออกมาคนเดียว โดยเขาเดินมาที่สนามบาสเก็ตบอลจุดเริ่มต้นของอดีตที่ขมขื่น ซึ่งคิบอมทำท่าเหมือนจะรั้งแต่ก็ตัดสินใจไม่ห้ามและเดินเข้าไปในหอก่อน ฮีชอลพาตัวเองผ่านสายลมเอื่อยๆมานั่งที่ม้านั่งข้างสนาม เหม่อมองออกไปกลางสนามนึกถึงภาพเวลาเก่าๆ เสียงลูกบาสกระทบพื้นยางเป็นจังหวะ กลิ่นกายของคนๆนั้น เสียงลูกบาสลอดลงห่วง.. มันผ่านไปปีกว่าแล้วนะทำไมถึงยังชัดเจนอยู่เลย ฮีชอลคิดถึงเรื่องนี้ทีไรใจหายทุกที แล้วที่สำคัญเขาคิดว่าทำไมเขาถึงเอาฮันคยองไปเปรียบกับคนๆนั้นได้นะ หน้าตาไม่เหมือนกันซักนิด...สงสัยคงเหงาละมั้ง ยิ่งคิดภาพต่างๆก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ตึ่ก!!ๆนั่นไง เอาอีกแล้วฮีชอลได้ยินเสียงลูกบาสกระทบพื้นเป็นจังหวะชัดเจนกว่าเดิม เขาฝันไปหรือ..มันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นั่นมัน!..คนกำลังเล่นบาสนี่นา เขาหันมาทางนี้...เขายิ้มให้...ไม่นะ นี่เราต้องฝันไปแน่ๆ..โธ่ๆคิบอมก็เตือนไว้แล้วแท้ๆว่าอย่าคิดมาก...อ๊ะ..เขาหันมาแล้ว..เขายิ้มให้ด้วย....นั่น! เขากำลังส่งลูกบาสมาให้เรานี่นาฮีชอลส่ายหัวไล่ความรู้สึกนี่ออกไป..แต่เมื่อลืมตาอีกครั้ง โครม!!! เขาถูกลูกบาสกระแทกหน้าเข้าจังๆ...ความคิดเรื่องอดีตถูกแทนที่ด้วยความเจ็บปวดตุ่ยๆ“ฮีชอลล เป็นอะไรรึเปล่า.....เห็นมองมาทางนี้เลยโยนลูกให้...” ร่างๆหนึ่งค่อยๆชัดเจนต่อหน้าต่อตาของคนเพ้อไปไกล“เอ่านายหรอกหรอ..ฮ่าๆ” ฮีชอลหัวเราะแก้เขินเกินกว่าจะบอกให้รู้ว่าเค้ากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่เลยไม่ได้รับลูกบาสเกตบอล“สงสัยนายจะไม่สบายจริงๆนะ วันนี้แปลกๆทั้งวันเลย หรือว่าเป็นงี้อยู่แล้วก่อนเราจะมา” ฮันคยองหัวเราะเบาๆ“อื้ม เปนงี้ละ คิบอมกะชินดงเลยต้องมาคอยดูแลงัย” ฮีชอลยิ้มก่อนจะตัดสินใจกระทำบางอย่าง“ฮันเกิง” เจ้าตัวเล็กทำเสียงจริงจัง“ครับ มีอะไรหรอ ” ฮันคยองเล่นเสียงจริงจังใส่กลับ“ฉันเป็นโฮโมนะ” ฮีชอลกล่าวจริงจัง “เรารู้แต่แรกแล้วล่ะ ว่าฮีชอลเป็นแบบนี้” คำพูดที่ทำให้เจ้าตัวเล็กฉงนยิ่งนัก“อ่าว..นายเกลียดโฮโมไม่ใช่หรอ” ฮีชอลเผลอโพล่งพูดออกมา“อื้ม..เราเกลียด.”. ฮีซอลยอมรับก่อนมองท้องฟ้าแล้วพูดต่อ “แต่เราไม่ได้เกลียดทุกคนนี่นา เราแค่เกลียดคนที่ทำให้เพื่อนที่เรารักเจ็บ”“เพื่อนที่นายรัก?” ฮีชอลยังคงงง“ใช่แล้ว เรามีเพื่อนเป็นโฮโมคนนึง แต่เค้าเป็นเคะแหล่ะ...เหมือนกับนายมั้ง? ใช่ป่ะคับ!” ฮันคยองถามกลับพร้อมกลับยิ้มละมุน ทำท่าทางรอคำตอบ“อื้ม..” เจ้ตัวเล็กยอมรับเขินๆ“แล้วที่ฮีชอลแปลกๆตอนกลางวัน ก็เพราะคงมีความหลังที่เจ็บปวดเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ใช่มั๊ย “ ฮันคยองทำหน้าเขินๆ พร้อมกับหันมาสบตากลมโตของฮีชอลซึ่งกำลังพยักหน้าเบาๆ“..แฮะๆ เราเดาเอาน่ะ” ฮันคยองกล่าวต่อ ซึ่งมันทำให้ฮีชอลรู้สึกประหลาดกับคนๆนี้มากขึ้น และมั่นใจว่าเค้าไม่ใช่คนไม่ดีแน่ๆ หากแต่เป็นคนที่ใส่ใจกับความรู้สึกคนอื่นเหมือนกับคิบอมทีเดียว“นายเกลียดคนที่เป็นเมะ....หรอ?” ฮีชอลตัดสินใจถามแม้มันจะดูเหมือนว่าเค้ายุ่งเรื่องส่วนตัวของคนอื่นมากไปแต่ไหนๆมันก็มาถึงขนาดนี้แล้ว“ไม่หรอกครับ!” ฮันคยอส่ายหน้าไม่มีทีท่าว่าจะดุฮีชอลแม้แต่น้อยเอ่าแล้วทำไมตอนหน้าเสาธงพูดงั้นละ เจ้าตัวเล็กรุกถามต่อฮันคยองหันมามองหน้าฮีชอลดุๆเล่นๆ ประมาณว่าถามมากจริง “ไม่มีอะไรหรอก” ฮันคยองยิ้มแบบมีความลับ“ว่าแต่เจ๊ละครับ ไม่เป็นไรแน่นะ” ฮันคยองหลิ่วตา แอบก้มลงมาจ้องหน้าเจ้าตาโต รวมทั้งใช้สมญานามที่คิบอมกะชินดงเรียกฮีชอล“เฮ่ยๆ..ลามปาม” ฮีชอลทำเสียงดุและกำลังจะมะเหงก เพื่อนใหม่ แต่ฮันคยองคว้าข้อมือเล็กของฮีชอลได้ก่อน ฮีชอลถึงกะอึ้งที่เพื่อนคนนี้สามารถรับฝ่ามือมะเหงกได้สู้สีกับคิบอมเลยทีเดียว“วิทยายุทธจีนมันลึกล้ำนะครับ แฮ่ะๆ” ฮันคยองหัวเราะเบาๆ ก่อนจะปล่อยข้อมือเล็กของฮีชอล“เชอะ! ไอ้เจ๊กบ้า” ฮีชอลปากจัด แต่ฮันคยองไม่มีทีท่าว่าจะโกรธ “ฮีชอลไม่เป็นอะไรแล้วใช่มั๊ยครับ” ฮันคยองถามสายตาห่วงใยเจือในรอยยิ้มอบอุ่นทำเอาฮีชอลใจสั่นยิ่งนัก “อื้อ..ขอโทษนะเรื่องตอนกลางวัน นายรู้มั้ยตอนแรกฉันกะจะไม่ยอมเป็นเพื่อนกะนายอยู่ละ..” ฮีชอลยอมรับผิด“เง้อ..ผมต่างหากที่ต้องขอโทษฮีชอล..ที่พูดไม่คิด” ฮันคยองหัวเราะเบาๆ“อ่อ..ฮีชอล..” ฮันคยองยิ้มละมุนให้ฮีชอล“ราย ไอ้เจ๊ก” ฮีชอลกัดไม่ปล่อย“เป็นเพื่อนกับเจ๊กอย่างผมได้มั๊ยครับ?” ฮันคยองยื่นมือออกมาระหว่างเขากับฮีชอลเป็นเชิงขอร้องในการตอบรับมิตรภาพระหว่างเพื่อนใหม่“เชอะ..แต่ก็ได้แหล่ะ” ฮีชอลทำเชิด แต่ก็ยื่นมือมาจับกับฮันคยอง แค่เพียงเวลาไม่นาน ฮันคยองได้ทำลายอคติที่ฮีอลมีต่อตนได้อย่างง่ายดาย ฮีชอลรู้สึกว่าฮันคยองเป็นคนที่สุภาพมาก ใจเย็น ไม่โกรธที่ฮีชอลพูดไม่สุภาพด้วย ทั้งสองจับมือกัน มิตรภาพที่เริ่มต้นจากคำว่าเพื่อนเริ่มขึ้น หลังจากนั้น ฮีชอลโยนลูกบาสเล่นกับฮันคยองอย่างสนุกสนานภายใต้แสงจันทร์ที่สาดทอลงมายังโลกมนุษย์ ฮีชอลได้รู้แล้วว่าฮันคยองไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรเลย แต่กลับเป็นคนดีกว่าที่เค้าคิดไว้มากมายนัก เขาดีใจที่ความคิดของเขาได้ถูกเปลี่ยนแปลงโดยคำพูดของคิบอมก่อนหน้าที่จะทำอะไรไม่ดีกับฮันคยองลงไป และหลังจากที่ทั้งสองคนเล่นกันจนเหงื่อโชกแล้วจึงพากันเดินกลับหอพัก.. ฮีชอลหยอกล้อกับเพื่อนใหม่เหมือนที่เล่นกับคิบอม ส่วนฮันคยองก็ใช่ย่อยเดี๋ยวแอบสกัดขาฮีชอลแล้ววิ่งหนีไปมา หากเพื่อนในห้องมาเห็นเข้าคงคิดว่าทั้งสองคนเป็นคู่รักไวไฟเหมือนที่อาจารย์กล่าวไว้ไม่ผิดจริงๆ โดยทั้งสองหารู้ไม่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดถูกคนบางคนซึ่งมีสีหน้าประหลาดไม่รู้ว่าเจ็บปวดหรือมีความสุขมองดูอยู่ห่างๆ